The Last Salvage Squad - หุ่นยนต์สาวกู้โลก
หุ่นยนต์สาวไม่ได้แค่กู้โลกอย่างเดียว แต่พวกเธอก็ยังกู้ความกระหายในการพิมพ์บทความของช่าด้วย
หลังจากที่โม้ไว้ดิบดีทั้งปีว่ามีแรงกลับมาเขียนยาว ๆ ให้ทุกคนได้อ่าน ด้วยเหตุผลร้อยแปดก็ทำให้เรานั้นไม่ได้กลับมาเขียนจริง ๆ จัง ๆ สักที ด้วยเหตุผลส่วนตัว (งานเอย อะไรเอย) และความขี้เกียจเขียนของช่า (อ้าว ยอมรับตรง ๆ อย่างงี้เลยก็ได้รึ !?) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราเล่นเกมน้อยลงจากปีที่แล้วสักเท่าไหร่ ยังพยายามเป็นเจ้าแม่เคลียร์เกมอยู่เหมือนเดิม ทำอย่างกะว่ามันเป็นตำแหน่งอะไรสำคัญซะอย่างงั้น ซึ่งใครอยากดู Screenshots หรือส่องว่ากำลังเล่นอะไรอยู่ ก็อย่าลืมไปตามกันได้ที่ @natlala_diary บน Twitter/X

หลาย ๆ คนที่ติดตามกันอยู่แล้วไม่ว่าจะช่องทางไหน ก็คงจะรู้ว่าช่วงนี้กำลังกลับไปเล่น Final Fantasy 7 Rebirth เพื่อเตรียมตัวเล่น Revelations ปีหน้า เนืองจากที่เดือนนี้เป็นเดือนที่ค่อนข้างเงียบและมีเกมที่สนใจน้อยมาก (นอกจาก Denshattack! แล้วก็ไม่มีอะไรสะดุดตาเลยแหะ)

ถ้าใครเคยเล่น Rebirth จะรู้ว่ามันเป็นเกมที่กินพลังงานเป็นอย่างมากถ้าอยากจะเก็บทุก Side Content ซึ่งอีนี่ไม่รู้บ้าพลังมาจากไหน เจือกจะเล่นแบบเก็บ 100% ไม่หวั่นแม้จะมินิเกมไหน จะ Queen's Blood มินิเกมใน Costa Del Sol หรืออะไรก็ตามแต่ ไม่ได้ 3 ดาวไม่เลิก !
ปัญหาคือว่าพอเล่นอย่างนี้ไปได้ราว 50 กว่าชั่วโมง Energy ที่มาเต็มช่วงแรก ๆ ก็เริ่มหายไป เหนื่อยสิ เล่นไปถึง Gongaga แล้วก็เริ่มหมดไฟ เกมจะสนุกแค่ไหน พอมันรู้สึกไม่เห็นปลายทางซักที มันก็ต้องพักแหละ เลยตัดสินใจว่ามันเป็นเวลาอันเหมาะสมที่จะวาง Rebirth ไว้ก่อน แล้วลองไปเคลียร์เกมอื่นดู

เปิดมาก็ออกทะเลไปไกล กลับมา The Last Salvage Squad ก่อน !!!
ปีนี้รู้สึกว่าไม่ค่อยได้แตะเกมอินดี้เยอะเหมือนเมื่อปีที่แล้ว พูดได้เลยว่าเรา "ขุดดิน" หาเกมอินดี้เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น Cabernet ที่เล่นตั้งแต่รีวิวยังไม่ถึง 100 บน Steam จนตอนนี้เริ่มดังใน Indie Circle ในระดับหนึ่ง หรือเกมวิ่งหนีตายขึ้นหิ้งอย่าง Haste ที่เราได้รับเกียรติเป็นหนึ่งใน Early Adopter (คนเล่นรุ่นแรก ๆ) จนตอนนี้เกมดังไปแล้ว คนมันตาถึงอะนะ (ไม่หลงตัวเองเล๊ย)

พอมันเอียนกะ Rebirth เลยถือโอกาสนี้ไปหาเกมอินดี้เล่นสักเกม ซึ่งบอกเลยว่าเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างจะน่าหดหู่พอตัว เพราะนอกจากจะหาเกมน่าสนใจยากแล้ว Steam มันยังเกลื่อนไปด้วยเกม GenAI แบบเน้นปริมาณและไร้ซึ่งคุณภาพ (Shovelware)

ยังดีที่ช่ารู้จักน้องคนหนึ่งที่ชอบ Wishlish เกมไปเรื่อย อารมณ์ว่ามันเห็นอะไรมันก็กด (ชมกันจริง ๆ ใช้ไหมเนี่ย ?) ซึ่งน้องคนนี้แกเป็นคนที่ขุดหาเกมเก่งกว่าเราไปสิบ ๆ เท่า ก็เลยไปส่องดูว่าน้องมันไป Wishlist อะไรที่น่าเล่นสำหรับเราไหม
หลังจากที่เลื่อนไปเกือบจะชั่วโมงก็ได้เจอกับเกมปกสีแดงจัดจ้านจนสะดุดตา มีตัวละครอย่างเท่แถมน่ารักใส่ชุดคล้ายกับชุดอวกาศชวนคิดถึง Juno จาก Overwatch อยู่บนปก กับ Text ภาษาญี่ปุ่นใหญ่ ๆ ที่ทำให้แอบคิดว่าผู้พัฒนาอาจจะเป็น Weeaboo ผิวขาวติ่ง Evagelion เพราะแหมะ ปกพี่แกโครตจะเข้าข่าย

พอเข้าไปดูว่าเกมมันเกี่ยวกับอะไรกันแน่ก็กลายว่าตัวเองโดนป้ายยาเต็ม ๆ ไม่ว่าจะด้วย "ความแดง" ที่โดดเด่นและสุดโต่ง ด้วยความที่งานภาพของเกมใช้เพียงแค่สามสี (แดง ดำ ขาวออกครีม) ถ่ายทอดความเป็น Retro Sci-Fi ผ่านงานกราฟฟิคแบบ 2.5D ที่ทำออกมาสะดุดตา มันทำให้เกมนี้มี Personality แบบตะโกนขึ้นมาทันที และตัวเกมยังเป็น Boomer Shooter ที่ตัวเองชอบอย่างมากอีกด้วย แม่ง Say No More รออะไรอีก กดซื้อสิจ้ะ
เนื้อเรื่องที่ไม่มีอะไร แต่ดันประทับใจซะอย่างงั้น !?
ในโลกที่ถูกทำลายล้างโดยเอเลี่ยน (ที่น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก War of the Worlds เต็ม ๆ ดูขาเค้าสิ) ขณะที่มนุษย์สูญพันธุ์อย่างราบคาบ ยังมีกลุ่มหุ่นยนต์พิทักษ์โลกโมเอะสูง 12 เมตร นามว่า CogrinaUnits ที่ยังคงพยายามต่อกรกับผู้บุกรุกอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อกู้โลกให้กับ... อือ นั่นสินะ ให้กับใครฟะ ? คนก็ไม่เหลือแล้ว
คือตัวเกมมันไม่มีอะไรเลย แบบ เราไม่รู้ Incentive ของการบุกโลกของเหล่าเอเลี่ยน เราไม่รู้ว่าทำไมน้อง ๆ CogrinaUnits ยังสู้ต่อ ไม่รู้เลยว่ามันจะไม่จบที่ตรงไหน มันไม่ใช่ Nier: Automata ที่เหล่าหุ่นยนต์ต้องมาตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ไม่มีปรัชญาอะไรที่ตัวเกมอยากจะสอน ไม่มีธีมอะไรที่สำคัญ หรือบทเรียนอะไรที่ต้องถอด มาเสร็จแล้วก็ไป จอบอ
แทนที่จะทำให้เกมมันอ่อม ความเรียบง่ายของเนื้อเรื่องมันกลับเอาไปใช้ทำฟีลหนังแอคชั่นกาว ๆ ซักเรื่องนึง ที่เราเน้นความมันส์และความผูกพันของทีม CogrinaUnits ที่ไม่มีใครมีชื่อสักคนแต่ดันหน้าตาเดียวกันเด๊ะ ๆ ทุกคน เราว่าสิ่งที่ทีมงาน Sunfish Kumano ทำได้ดีคือเค้าใช้ท่ายืนที่จะไม่ซ้ำกันใน Sprite ของน้อง ๆ เล่าบุคลิกและนิสัยที่แตกต่างระหว่างหุ่นยนต์แต่ละตัว มีสไตล์การพูดที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ทุกตัวน่าจดจำถึงแม้ว่าจะหน้าตาเดียวกันเด๊ะ ๆ ซึ่งพอตัวเกมสามารถโน้มน้าวให้เราชอบน้องหุ่นยนต์ได้แล้วมันเลยสามารถทำซีนอารมณ์ออกมาได้ดี



ถึงแม้จะไม่รู้จักชื่อ แต่ฉันเรียกพวกเธอตามท่ายืนได้เฟ้ย 555+
เราว่าบางครั้งการมาเล่นเกมที่นาเรทีฟอาจจะไม่ได้หวือหวามันเป็นการพักจากเกมที่เนื้อเรื่องเข้มข้นได้อย่างดีเลยแหะ เขียน ๆ ไปก็นึกขึ้นได้ว่าที่ชอบการเล่าเรื่องของเกมนี้อาจจะเป็นเพราะเรากำลังพักจากการเล่น Final Fantasy 7 Rebirth ด้วย และช่วงหลัง ๆ มาตัวช่าก็เล่นเกมที่เน้นเนื้อเรื่องจ๋า ๆ มาเยอะ พอมาเจออะไรที่ "เบาสมอง" ที่ทำออกมาได้ดีและยังสามารถทำให้เรามี Emotional Investment ได้ (เราว่าทำยากพอตัว) มันเลยรู้สึก "สดใหม่" ในช่วงที่ไม่ได้เจออะไรอย่างนี้มานาน ๆ
ถ้าคิดเยอะ ๆ เพื่อหาความหมายอะไรให้เกมนี้ซักอย่าง ก็คงพูดอะไร "คูล ๆ" ติดเท่ได้ว่าเกมมันจะสอนว่าอย่าไปยอมแพ้ถึงแม้ว่าจะล้มเหลวไปแล้ว หรือเรื่องว่าจะทำอะไรก็ขอให้สู้สุดใจไว้ก่อน ซึ่งเอาจริง จะมองจากเลนส์เหล่านี้ก็ได้แหละ แต่ว่าตัวเกมเองก็ย้ำเตือนกับผู้เล่นว่าบางครั้งมันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเยอะแยะ
พอเล่นเกมนี้จบแล้วมันก็ทำให้เรานึกถึงเนื้อเพลง "อยากรู้…เสมอมา" ของ Tattoo Colour
อาจเป็นเพียงลม ที่เปลี่ยนแปลงคำสัญญาต่าง ๆ
เมฆหมอกบดบังท้องฟ้าสว่าง
สิ่งที่เห็น เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
แต่ความเป็นจริง ไม่มีคำปลอบหัวใจใด ๆ
ทุกสิ่งต่างเกิดแล้วสิ้นลงไป
เป็นเช่นนั้นเอง เสมอมา
เกม Retro Sci-Fi ที่มีเกมเพลย์แบบ Retro Throwback
เอเลี่ยนบุกทั้งที จะเอากระทะไปทุบมันก็กระไรอยู่ ยิงมันสิคะรออะไร
The Last Salvage Squad เป็นเกมแนว Boomer Shooter ที่ค่อนข้างจะตรงไปตรงมา ไม่มี Mechanic อะไรที่ซับซ้อนมากนัก มีอาวุธหกแบบให้เลือกใช้แล้วแต่ถนัด สิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือการที่อาวุธแต่ละชิ้นมันมีวิธีเล่นต่างกันอย่างชัดเจน:
- ปืน Rifle แบบ Semi-Automatic แม่นยำ ยิงแรง แต่ต้องกดย้ำ ๆ
- Minigun แบบกดคลิกข้างไว้ เพื่อยิงกระสุนที่โหลดไว้ตอนคลิกค้าง
- Sniper Rifle ยิงแรงได้ในระยะไกล... เอาจริง ๆ ไม่ค่อยหนุก
- ดาบ Katana ฟันก็ได้ ชาร์จปล่อยแสงเลเซอร์ก็ดี บอกแล้ว เกมมันกาว
- Shotgun ฟีล Doom คิดว่าตัวเองเป็น Doomslayer ทุกทีที่ใช้
- Rocket Launcher เน้นยิงทีระเบิดทั้งหมู่ โครตมันส์ ชอบที่สุดในเกมละ
สิ่งที่น่าสนใจคือการเริ่มแต่ละด่าน ตัวเกมจะบังคับให้เราไปหยิบอาวุธที่เลือกไว้จากหุ่นยนต์ CogrinaUnits ที่ซี้แหงแก๋ไปก่อนหน้าเรา เหมือนให้เรามาสารต่อมิชชั่นให้จบ ๆ การทำอย่างนี้มันทำให้เรารู้สึกถึงอารมณ์อะดรีนาลีนพุ่งสุดขีด วิ่งหลบเอเลี่ยนที่สูงกว่าเราอย่างกะเปรตวัดสุทัศน์ เพื่อไปเอาอาวุธมายิงมันทิ้งอย่างราบคาบ แก้แค้นให้กับน้องจูโน่ (ม่ายช่าย !!!) คนก่อนหน้าเรา
กลไกของเกมตรงนี้ก็กลายเป็นกิมมิคเวลาเราตาย ซึ่งน้องจูโน่ของเรา (เรียกว่างั้นเหอะ เหมือนเกิ๊น) จะทิ้งปืนไว้ในจุดที่เราโดนเอเลี่ยนกระทืบ (แง้) เราต้องวิ่งไปเก็บใหม่ ตอกย้ำเจตนารมณ์ "แก้แค้น" ให้ทั้งกับตัวเองและมนุษยชาติ !!!
ความสนุกของเกมนี้มันอยู่ที่ระบบ Protype Arms Manufacturing มันเป็นระบบ Loadout แบบเข้าใจง่าย เล่นมิชชั่น เก็บเหรียญ เอามาซื้อของเล่นใหม่ไปใช้ในมิชชั่นต่อไป การซื้อของในเกมนี้มันจะเป็นการซื้อแบบ Permanant Unlock ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ตลอด ทำให้การทดลอง Loadout ในเกมนี้เป็นอะไรที่ทั้งง่ายและได้รับการสนับสนุนจากลูปเกมเพลย์
"ของเล่น" ที่นำไปใช้ได้ในด่านแต่ละอันมีความหลากหลายมาก ๆ มีทั้งแบบ Equipment หรือเป็น Passive หลากหลายให้เลือกใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นระเบิด Hologram ล่อเป้าเอเลี่ยนที่สามารถใช้ตอนเปิดมิชชั่นเพื่อไปเก็บปืนได้อย่างสะดวก หรือ ADS-LockOn สำหรับคนขี้เกียจเล่งหรือเล่งไม่แม่น แค่คลิกขวาค้างไว้บอกเลยยังไงก็เข้าเป้า ซึ่งตัวเกมมีของให้ปลดล็อคถึง 30 ชนิด ทำให้เรามีตัวเลือกคอมโบที่ถูกใจอย่างเยอะ !




ไม่ว่าจะ Loadout ไหน ก็สุดจะมันส์ !
The Last Salvage Squad เป็นเกมที่คุณสามารถเห็น End Credit ได้ภายใน 2 ชั่วโมง ด้วยความตัวเกมที่มี Structure แบบ Missions-Based ถึง 25 ด่าน ในแต่ละด่านใช้เวลาเคลียร์ไม่นาน ระหว่าง 3-5 นาทีโดยประมาณ

แต่ว่าด้วยระบบ Loadout และระบบการจับ Clear Time เราก็พอจะเดาออกว่าจุดขายของเกมที่แท้จริงคือการเล่นแบบเคลียร์แล้วเคลียร์อีก เพื่อที่จะทำเวลาการเคลียร์ด่านให้เร็วที่สุดผ่าน Loadout ที่เหมาะที่สุดในแต่ละด่านนั้นเอง
แถมตัวเกมยังมีมิชชั่นแบบ "Ex Mode" ซึ่งเป็นโหมดยากระดับหินให้เล่นกันหลังจากจบเกมแล้ว 1 รอบ (คล้าย ๆ New Game Plus) ที่ถ้าเคลียร์แล้วเราจะได้ True Ending นั้นเอง ! (บอกเลยคุ้มมาก แต่ยากหน่อยนะ)

The Last Thoughts on the Salvage Squad
คิดว่าการได้เล่นเกมนี้ในจังหวะที่กำลังเบื่อ ๆ กับเกมแนวอื่นมันมีอธิพลต่อความชอบของเกมพอตัวเลยแหละ The Last Salvage Squad เหมือนเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าบางครั้งการเล่นเกมไม่จำเป็นต่อหาความหมายอะไรที่ "ลึก" เล่นเอาสนุกก็ได้ โลกมันเครียด บางครั้งปิดสมองแก้เครียดก็ไม่แย่

สำหรับเรา เกมนี้มันเป็นความประทับใจเล็ก ๆ ที่มีให้แก่เกมเล็ก ๆ ที่กลายเป็นหนึ่งในแรงบันดานใจในการกลับมาเขียนอะไรยาว ๆ อีกครั้งหนึ่ง ด้วยความที่ราคาเกมมันไม่แรงมาก ก็ไม่อยากให้ใครพลาดกัน ลองกด Demo มันเล่นกันก่อนก็ได้ถ้ายังไม่รู้ว่าซื้อดีไหม
พูดได้เลยว่า "หุ่นยนต์สาวไม่ได้แค่กู้โลกอย่างเดียว แต่พวกเธอก็ยังกู้ความกระหายในการพิมพ์บทความของช่าด้วย"
ช่วงนี้พอไฟมันติดแล้ว ก็รู้สึกอยากเขียนแบบนี้ไปอีกเรื่อย ๆ มาก หวังว่าทุกคนจะรออ่านกันต่อนะ 😄
ยังตลกตัวเองอยู่เลยที่ตอนแรกคิดว่าทีม Sunfish Kumano เป็น Weeaboo (เข็ดกับ Tamashika เมื่อปีที่แล้วมาก) แหมะ ขอโทษก๊าป
