อัพเดทน้อย ๆ ของสาวน้อยคนหนึ่ง: รีวิวแบบจุใจ 4 เกม อ่านไม่ไหว อ่านไม่ไหวแล้วววว

การกลับมาอีกครั้งของนักอู้ในตำนาน อัพเดทชีวิตของแอดมึนช่า พร้อมกับรีวิว 4 เกมในบทความเดียว เพราะขี้เกียจทำ 4 หน้าแยก !

Share
อัพเดทน้อย ๆ ของสาวน้อยคนหนึ่ง: รีวิวแบบจุใจ 4 เกม อ่านไม่ไหว อ่านไม่ไหวแล้วววว

ทักทายกันก่อย หายไปนานเลย

สวัสดีทุกท่านนะจ้ะ นี่ช่าไง จำไม่ได้เหรอ ?

คงจะจำกันไม่ได้เพราะกว่าจะลงทีก็หลายเดือนจัด อาจเพราะว่าเราชอบกินผักกาดดองตรานกพิราบผัดไข่ ก็เลยติดนิสัย "ดอง" มาจากผักกาด (โทษได้แม้กระทั่งของกิน)

ถ้าให้พูดจริงจังก็คงต้องบอกว่าหลังจากที่เขียนบทความเกี่ยวกับ Mouthwashing ไป (ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก กราบงาม ๆ ก๊าป) ไฟในการเขียนเราลุกถึงขั้นปรอทแตก

แต่อนิจจัง ติดงานจ้างก๊าป

เงินมันหอมหวานอะนะ...

ลูกค้างาน Consultant เข้า เลยค่อนข้างบิ๊ซี่ฟุด ๆ และด้วยสภาพเศรษฐกิจโลกอย่างนี้ เหอะ ๆ งานเขียนเอาไว้ก่อน ตัวต้องหาข้าวแดก 555+

ถึงยังไง งานก็ต้องทำ เกมก็ต้องเล่น (คลายเครียด) ไอสิ่งที่โดนผลกระทบที่สุดก็คือเรื่องงานเขียน เพราะกว่าจะคิดว่าจะเขียนอะไรแต่ละที มันมีความเครียดยังไงก็ไม่รู้แหะ เป็นความกดดันตัวเองว่า "อือ ฉันต้องมีอะไรลงได้แล้ว" พอคิดอย่างนั้นนาน ๆ ก็เขียนไม่ออก กลายเป็นลูปนรกแปลก ๆ ที่แก้ยาก เพราะการที่จะแก้ก็คือการเขียนงานสักงานหนึ่งและโพสมันออกไป

ยังจำไม่เคยลืมเลือน คอยเตือนตัวเองเอาไว้

ตอนแรกกะไว้ว่าอยากลุยประเด็นเรื่อง Alt-Right ในคอมมูเกมว่ามัน Normalize มาถึงขั้นนี้ได้อย่างไง เราได้เซฟพวกวิจัยจากมหาลัยต่าง ๆ ที่สนใจเรื่องนี้ไว้เยอะมาก และได้อ่านความคิดเห็นเกี่ยวกับ YouTuber ชื่อดังอย่าง PewDiePie ที่หลาย ๆ คนมองว่าเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้กระแสขวาจัดมัน Mainstream ได้ขนาดนี้ ถึงแม้ว่าตัว PewDiePie จะตั้งใจหรือไม่ นั่นก็อีกเรื่อง ซึ่งเรามองว่าเป็นหัวข้อทั้งน่าสนใจและน่าทำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคนี้ที่กระแส Racism/Homophobia/Transphobia/Ableist/White Supremacist ผุดเป็นดอกเห็ดโดยเฉพาะกับเด็กรุ่นปลาย Gen Z และ Alpha ที่เริ่มเข้าช่วงวัยรุ่น (น่ากลัวชิบหาย)

ด้วยความที่ท็อปปิกมันใหญ่และคงต้องแบ่งเป็นหลาย ๆ บทความ ก็อยากให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่จะออกมาดีได้ เลยต้องขอเวลาบ่มมันสักหน่อย และ Research ข้อมูลให้แน่น (และถ้าให้ดี อยากให้แน่นกว่าตอนทำ Mouthwashing อีกขั้น) เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันนะจ้ะ

ยุ่งขนาดนี้แต่เห็นโพสเกมฉ่ำนะยะหล่อน

กันยาที่ผ่านมา พวกเราทุกคนรอดมาจากเหตุการณ์ "กันยานรก รวมพลคนหมดตูด" กันมาได้ อย่าลืมตบไหล่ตัวเองสองทีแล้วบอกว่า "กูทำได้ !" กันด้วย เก่งกันมากค่า 😭

อย่างที่หลาย ๆ ท่านทราบกันดีว่าเราเป็นคนงานอดิเรกน้อย พอไม่ได้ทำงานหรือไม่มีธุระให้ทำแล้วก็กดเข้าเกมคลายเครียด ทำให้กันยาที่ผ่านมา บอกได้เลยว่า "เหอะ ไม่ได้แดกกูหรอก" เพราะเล่นจบไปตั้งหลายเกมแหน่ะ โหะ ๆ

รอหน่อยนะ Estelle ลูกแม่ เขียนยาว ๆ ให้แน่ สัญญา (พูดงี้ทุกที)

หนึ่งในเกมที่เราเล่นจบในกันยาที่ผ่านมาก็คือ Trails in the Sky 2nd Chapter เกมรีเมค JRPG ในตำนานตระกูล Kiseki ที่ทำเอาเราใช้ทิชชู่เช็ดน้ำตาซะหมดกล่อง (พี่สาวเราเป็นพยานให้ได้) เป็นการขยี้ความรู้สึกคนเล่นภาคแรกได้อย่างไร้ความปรานี กะจะให้สงสาร Estelle จนร้องไห้ขี้หมูกโป่งละสิ Falcom เชอะ พวกคนใจร้าย

สำหรับเราปีนี้คงไม่มีอะไรจะโค่น 2nd Chapter ลงจากตำแหน่ง Game of the Year ส่วนตัวได้เลย จะหาว่าล็อคมงไหม ล็อคค่ะ 555+ มันเป็นความโดนเส้นและความชอบส่วนตัวจริง ๆ ถึงแม้ว่าเราคิดว่ามันยังมีบางองประกอบในการรีเมคครั้งนี้ที่ดีกว่านี้ได้ แต่การได้เล่นรีเมค Duology เกมในตำนานในปีเดียวถือว่าเป็นไฮไลท์ของ Gaming Career เราเลยละ

บอกเลย เขียนยาวจริง ๆ ไม่โม้เหมือน Pragmata แน่ 😓

ส่วนวันนี้ ช่าอยากจะมาเมาท์มอยถึงสี่เกม สี่แนว ที่ได้มีโอกาสเล่นจนจบในช่วง 2 เดือนนรกกระเป๋าเงินชาวเกมที่ผ่านมา มีทั้งประทับใจอย่างไม่น่าเชื่อ (ว่าจะชอบขนาดนี้ !) และผิดหวังพอตัว (ใครที่ตามเรา คงไม่ต้องเดาว่าเกมไหน) เลยขอใช้โอกาสนี้ทั้งอวยทั้งด่าแบบให้ดูตัวอย่างว่า ทำไมถึง "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" อะไรในเกมเหล่านี้บ้าง !

ไหน ๆ ก็หลงเข้ามาอ่านกันขนาดนี้ละ มา ๆ อ่านต่อกันให้จบด้วยนะพวกเธอ อะจ๊าก


Mortal Shell 2

นิยามสามพยางค์: "เป็น-ตัว-เอง"

พี่สาว Proxima ขโมยหัวใจน้องช่าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

บนโลกที่มีเกมแนว Souls-likes เป็นล้านเกม จะมี Souls-like สักกี่เกม ถึงขั้นยอมรับว่าดีเทียบเท่าเกม FromSoftware ได้ ?

พอนึกเล่น ๆ ดู คนส่วนมากมักจะพูดวน ๆ กันอยู่แค่สามตระกูลหลัก ไม่ Lies of P ก็ Code Vein ไม่ก็ตระกูล Nioh หรือเกมค่าย Team Ninja กัน ซึ่งแหมะ Nioh ก็เด่นชัดเจนในความเป็น Action Looter จนเริ่ม ๆ จะมีการเรียก Nioh-like ในกลุ่มเล็ก ๆ เสียแล้ว

แต่หลาย ๆ คนมักจะลืมเกมเล็ก ๆ จากทีมอินดี้ (อินดี้ยันไม่มีสตูเป็นหลักแหล่ง WFH กันทั้งสตู เท่จ๊าด) อย่าง Cold Symmetry ที่ได้ปล่อยเกม Mortal Shell ไปในปี 2020 ที่ถึงแม้กระแสในช่วงต้น 2020s จะมีคนจับตามองเยอะขนาดไหน แต่ก็มิวายแพ้สิ่งที่เรียนว่า "Epic Exclusive Jail"

นั่งภาวนาให้เกมปังกันแหละ

อีเราก็เข้าใจ สตูเล็ก เกมก็เสี่ยงจะไม่ปัง การรับเงินจาก Epic เพื่อให้ตัวเกมขายบน Epic แค่แพลตฟอร์มเดียวในวันนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่เมคเซ้นที่สุดละ แต่มันก็ทำให้ Mortal Shell ไม่ได้แมสมาก ด้วยความที่คนเล่น PC ดั๊นแอนตี้แพลตฟอร์มนี้กันอย่างหนัก และความที่ตัวเกมยังไม่โดดเด่นมากแถมยังมีกลิ่นที่คล้าย Dark Souls ภาคแรกจนเกินไป ก็ทำให้ยอดขายหรือกระแสปากต่อปากค่อนข้างจะไม่ดีนัก

ถึงแม้ภาคแรกยอดขายอาจจะอยู่ที่ล้านต้น ๆ แต่ Cold Symmetry ก็เชื่อมั่นใน Core Mechanic ของ Mortal Shell ตั้งหน้าตั้งตาทำ Mortal Shell 2 กันถึง 4 ปีเต็ม และบอกได้เลยว่าเค้าใช้ทุกวินาทีของ 4 ปีนั้นได้อย่างคุ้มค่า

โลก Open World ที่ Interconnect กันของ Mortal Shell 2 เป็นอะไรที่เราประทับใจมาก

Mortal Shell 2 เป็นเกมที่ "หาตัวเองเจอ" และเข้าใจว่าต่อจากนี้ทิศทางของซีรี่ส์จะเป็นอย่างไร โดยตัวเกมจะมี Interconnected Open World ที่ไม่ใหญ่มาก แต่มีความหนาแน่นในเชิงการวางคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเดินไปทิศทางไหนก็จะมีอะไรให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นมินิดันเจี้ยนที่มักมีอาวุธและ Accessory ต่าง ๆ ที่สามารถเปลี่ยนแนวทางการเล่นของเราได้โดยสิ้นเชิง

ขนาดแค่ช่วง midgame ก็มีของเล่นมาเพียบแล้ว

สิ่งที่ทำให้ Mortal Shell 2 มันโดดเด่นขึ้นมาอีกคือ ความอิสระในการเล่น ที่ตัวเกมอำนวยผู้เล่นอย่างเต็มข้อ !

อย่างใน Souls-like ทั่วไป ส่วนใหญ่เกมมันจะให้ออปชั่นเราป้องกันตัวเองอยู่สามแบบอย่างซ้ำ ๆ กัน ไม่ Dodge ก็ Parry หรือถ้าถือโล่ก็บล็อค แต่ลูกพี่ Mortal Shell 2 บอกว่า เห้ย แบบนั้นมันน่าเบื่อไปแล้ว นี้มันปี 2026 จัดไป ให้ผู้เล่นบล็อค 4 แบบ ด้วยระบบ Combat Seals ที่ไม่ว่าใครจะชอบการเล่นแบบไหนก็เลือกได้ ไม่ว่าจะใช้ Untarnished Seal เปลี่ยนตัวเองเป็นหินแม่ง ไม่ต้องทำอะไร ยังไงก็ตีไม่เข้า ยิ่งกว่าเขี้ยวเสือ หรือจะเป็น Infinite Seal สำหรับผู้เล่นที่เบียว Sekiro จะสแปม Parry ยังไงก็ยังไหว และถ้าใครไม่ชอบเล่นเกมแนวนี้แต่อยากเล่นเกม Action มันส์ ๆ ก็มี Slayer Seal ที่เวลาชาร์จแล้วจะกันดาเมจ ก่อนที่ตัวละครเราจะต่อยและฮีลเลือด เล่นแบบไม่ต้องโหลดโปรแกรมโกงเกมก็เทพได้

0:00
/0:04

เหมาะสำหรับคนอยากเล่น Souls-like แต่ไม่เก่งมาก ๆ 555+

อิสระในการเล่น มันไม่ได้จบแค่ตรงระบบป้องกันตัว เพราะจุดขายของเกมนี้คือ Power Fantasy ที่ผู้เล่นสามารถจะเล่นยังไงก็ได้ แล้วแต่ถนัดมือจริง ๆ ขนาดบิวท์ปืนกลมินิกันกระสุนสายฟ้า ก็ยังมีให้เล่น เปลี่ยน Souls-like เป็น Warframe ก็ยังได้ บ้าไปแล้ววววว

ตกลงมึงเกม Souls จริง ๆ ใช่มะ ?

ทาง Cold Symmetry ไม่ได้ชูความยากเป็นหลัก แต่เน้นให้ผู้เล่นค้นหาบิวท์ที่เข้ามือตัวเองและสนุกที่สุด มีการ Respec ง่ายเพื่อให้ผู้เล่นได้ทดลองหาแนวการเล่นที่ชอบ มันชัดมากว่าเค้าดีไซน์เกมให้ผู้เล่น "สะใจ" มากกว่า "ท้าทาย" การต่อสู้กับบอสไฟท์แนว Souls ที่มีความโกง พอเจอบิวท์ของเราที่โกงไม่แพ้บอส มันก็รู้สึกเหมือนสองอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาฆ่ากัน แถมพอ Visual เลือดของเกมนี้ที่ แหมะ หนำใจสุด ๆ เข้ากะเรตอายุ 18+ มันเลยรู้สึกมันส์โคตร ๆ

เลือด เลือด เลือด !!!

พูดถึง Visual นอกจากที่ Mortal Shell 2 จะฉีกตัวเองจากแนว Souls-like ในเชิงเกมเพลย์ได้แล้ว เรื่องงานอาร์ตก็มี Identity ที่ชัดเจนแบบตัวเองไม่แพ้กัน เพราะแหมะ มองไปทางไหนในเกมนี้ ก็สามารถเป็นหน้าปกอัลบั้ม Alternative Metal, Heavy Metal หรือ Thrash Metal ได้

สาบานว่าไม่ใช่ปกอัลบั้มใหม่ Sleep Token

คือ Aesthetic เกมนี้ โคตรชัด โคตรเมทัล ดิบ ๆ ดาร์ค ๆ แบบมีความ Gothic จ๋า ๆ มีความสัญชาตญาณป่าเถื่อน เลือดสาด โคตร Gore ซึ่งมันเข้ากับตัวเกมเพลย์ที่ฟันยับได้อย่างดี และยังโยงเข้ากับเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลัทธิ (ที่เปิดมาก็มีพิธีกรรมบูชายัญกันแล้ว) เพนท์ความโหดร้ายของโลก Fallgrim ที่ตัวเกมตั้งอยู่ได้อย่างดีเยี่ยม !

ถึงแม้เนื้อเรื่องของ Mortal Shell 2 จะไม่ได้เป็นโฟกัสหลักของเกม แต่ก็ถือว่าไม่แย่ เราว่ามันเข้าเกมแนวทางของเกมที่ Cold Symmetry ตั้งใจทำไว้... เอาจริง ๆ เหมือนเขียนมาเพื่อให้ใช้ Visual แนวนี้แล้วรู้สึกว่ามันเข้ากันเฉย ๆ ถ้าพูดตรง ๆ ตลอด 25 ชั่วโมงที่ได้เล่น ความน่าติดตามของเกมนี้ไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่เป็นความมันส์ของเกมเพลย์และงานภาพสุดเทพล้วน ๆ

แม่สาว Proxima ขอลาละจ้า

ย้ำอีกทีว่า Mortal Shell 2 มันอาจไม่ใช่เกม Open World แนว Souls-like ที่ดีที่สุด (ยากที่จะโค่น Elden Ring ได้แหละ ไม่ว่าจะเรื่องสเกล เรื่อง Budget หรืออะไรก็ตาม) แต่นี่เป็นเกมแนว Souls-like ที่ค้นหาตัวเองเจอ หลุดกรอบคำว่า "แรงบันดาลใจ" ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเกมรุ่นพี่อย่างได้เต็มตัวที่แท้ทรู เป็นอีกเกมที่ห้ามพลาดแห่งปีนี้


STAR WARS Zero Company™

นิยามสามพยางค์: "ได้-กลับ-บ้าน"

Wake Up Samurai, We Got A Galaxy To Burn

ช่วงเราอายุ 20 ต้น ๆ เราติด XCOM 2 มาก ๆ ซึ่งตอน XCOM 2 ออก มันเป็นช่วงที่เรากำลังเรียน Foundation Programme อยู่ที่เมลเบิร์น เล่นทั้ง Base Game ยันม็อดในตำนานอย่าง Long War เป็นหลาย ๆ ชั่วโมง ซึ่งขอบอกเลยว่า อย่าหาทำ แทบจะไม่ทำงานทำการเลยก๊าป

พอมันอิ่มตัวกับ XCOM 2 แล้ว ช่าก็ปล่อยเบลอไปเลย Marvel's Midnight Sun ก็ไม่ได้กด XCOM: Chimera Squad เล่นได้แค่ 20 นาทีก็เลิก มันคงเป็นความคิดไปเองแหละว่า "มันคนละอย่างกันอะ" ไม่ว่าคิดจะเล่นเกมไหน อารมณ์มันก็ไม่มา กลายเป็นพี่บี Crescendo ไปโดยปริยาย เพราะก็รู้ว่าไม่ควรคิด ก็รู้ว่าผิดต่อเขา แต่กับ XCOM นั้น !~

ความจริงในใจ ไม่เคยมีใครแทนที่ความรู้สึก ที่ช่ามีให้ XCOM อยู่ !~

แต่แล้วช่าก็กลายเป็นพี่ใหม่ เจริญปุระ ใจที่เก็บไว้ในลิ้นชักกับเกมแนวนี้ ก็ต้องอ่อนแรงให้กับเกมใหม่ของอดีตทีมงาน XCOM อย่าง STAR WARS Zero Company™ แค่เห็น ก็ได้เจอ DNA เต็มหน้า ไม่ต้องตรวจเลือด นี่แหละเกมที่รอ เก่งมาจากไหน กระเป๋าตังค์ก็ต้องแพ้ใจเกมอย่างเธอ กดสิก๊าป รออะไร

อ้าว รูปช่าเอง เขินเลย สวยละสิ

ถ้าใครเคยได้เล่น XCOM ไม่ว่าจะภาคไหน นี่คือ XCOM สกิน Star Wars ดี ๆ นั่นเอง ซึ่งพอพูดอย่างนี้ก็คงจะนึกออกถึงระบบ Tactical Turn-Based ที่แน่นไปด้วยเครื่องมือที่สามารถให้ผู้เล่นเปลี่ยนสถานการณ์ร้ายให้เหี้ยกว่าเดิม เห้ย ให้ดีกว่าเดิมเซ่ !

มันเป็นการกลับมาของ Love-Hate Relationship ที่เราอยากจะกราบ RNG งาม ๆ สักสามทีเวลาพวกกดช็อต 25% แต่มันดันเข้าเป้าจัง ๆ แต่พอ 90% เสือกยิงพลาดจนอยากจะรีโหลดเซฟยิงใหม่

เห้ย ทำไมมันมากันเยอะจังวะ ?

แม้ว่า Zero Company จะทำโดยทีมงานเก่าของ XCOM แต่พวกเค้าก็สามารถฉีกลูปเกมเพลย์ออกจาก XCOM ได้อย่างดี ซึ่งจะมีสองจุดใหญ่ ๆ ซึ่งจุดแรกคือระบบ Injury ที่เราไม่ต้องฮีลระหว่างมิชชั่น ที่เป็น Pain Point (จุดทำให้หงุดหงิด) ของ XCOM ที่ทำให้หลาย ๆ คนต้อง Save Scum (โหลดเซฟเก่าเพื่อโกง) ทำให้เราไม่ต้องกลัวที่จะโดนดาเมจอะไรจากศัตรู มิหนำซ้ำ ยังบิวท์ตัวละครให้เป็นสายแทงค์ล่อเป้าศัตรูเป็นสิบก็ยังได้

ระเบิดแม่งให้หมดทีเดียว หมั่นไส้โว้ย

ด้วยความที่เกมนี้เราเอาตัวละครมาแต่ในภารกิจได้เพียงแค่ 4 ตัว แต่โห้ พวกดรอยด์และกองโจรมันมากันเป็นโขยง และเราสามารถกำจัดพวกมันได้แบบไม่มีการจำกัดเวลาเหมือน XCOM 2 ตัวเกมเลยต้องบาลานซ์เกมเพลย์ตรงนี้ผ่านระบบ Class ที่มีสกิลอำนวยในการจัดการศัตรูแบบ AoE (ตีหมู่) Crowd Control (ควบคุมศัตรู) และ Turn Economy (การต่อเทิร์นไปเรื่อย ๆ) ให้เลือกใช้แล้วแต่เหมาะกับสถานการณ์ ซึ่งเราคิดว่ามันทำให้คนเล่นรู้สึกเท่และฉลาด เวลาเราเอาทีมเราออกมาจากไฟท์ยาก ๆ ได้ อารมณ์ดกแว่นแบบโคนันหลังกด End Turn

จ้ะเอ๋ ตะเอง ให้ทายว่าเค้าอยู่ไหน !~

นอกจากจะเป็นเกม XCOM ที่ดีแล้ว Zero Company ยังเป็น "เรื่องราว" ในจักรวาล Star Wars ที่ดีมาก ๆ อีกด้วย กับการใช้ Lore ของ Star Wars ได้อย่างคุ้มค่า ด้วยการที่สามารถให้เหตุการณ์ของเกมเข้าไปอยู่ใน Canonically ของเรื่องหลักในจังหวะเปลี่ยนถ่ายอำนาจ และถ่ายถอดเรื่องราวโศกนาฏกรรม Order 66 ได้อย่างดีเยี่ยมจนอึนตามตัวละครหลัก ลุ้นมากว่าใครจะรอดบ้าง คันปากสุด ๆ แต่คงต้องหยุดแค่นี้ ไม่งั้นคงสปอยยาวเลยล่ะ

ขวามือ หน้าคุ้น ๆ นะ

ส่วนเรื่องของตัวละคร ถึงแม้จะไม่มี Voice Line ฮา ๆ เหมือนเฮีย Biddy Blas ใน Zero Company แต่ช่ารับประกันเลยว่าพวกคุณจะตกหลุมรักทุกตัวละครในเกมนี้ โดยเฉพาะลูกสาวของช่าอย่าง Tel-Rea พาดาวัน (เจไดฝึกหัด) มากฝีมือที่หลวมตัวเข้ามาอยู่แก๊งค์เรา และ Jae Mordant แฟนช่าเอง (อ้าว !?)

แม่สาว Jae ของช่า

ชอบความที่แต่ละตัวละครนอกจากเขียนมาให้มีมิติแล้ว ยังมี Side Mission ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเค้าได้อย่างสุดซึ้ง มีทั้งเรื่องพ่อที่ไม่อยากเจอครอบครัวเพราะรู้สึกผิดบาป การแก้แค้นให้สามีผู้ล่วงลับ หรือจะเป็นการค้นหาตัวเองในโลกเจได Zero Company ก็เล่ามันออกมาได้กินใจจนทำให้เราเก็บ Side Mission เหล่านี้ครบทุกตัวละครใน Playthrough เดียว

อีกสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือการที่ Bit Reactor มีงบทำเกมนี้ไม่พอ จนต้องพักพนักงานไปหลายคน และไม่ได้จ่ายพนักงานในช่วง 4-6 เดือนก่อนเกมจะปล่อย ถึงแม้ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องเลย์ออฟ และมีการทำสัญญากันว่าจะจ่ายให้เต็มจำนวน (รวมถึงเดือนที่กระทบต่อคนที่ไม่ได้ทำงานด้วย) แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นอยู่ดี เกมนี้มีทั้ง EA และ Disney เป็นแบคให้ การที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไร้ความรับผิดชอบจากคนตำแหน่งใหญ่ ๆ จากทั้งสามฝ่าย

ทว่าในเรื่องร้าย ก็ยังมีเรื่องดี เพราะด้วยความที่เกมมันมียอดขายที่ดีในระดับหนึ่ง ตอนนี้ทาง Bit Reactor สามารถเปย์พนักงานเรียบร้อยแล้วนะจ้ะ หวังว่าจะเป็นบทเรียนของพวกเค้าในเกมต่อไป...

สำหรับช่าที่รัก XCOM 2 มาก ๆ มันเหมือนเราได้ "กลับบ้าน" ไปเจอญาติที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี เล่นไปก็คิดถึงช่วงวันเก่า ๆ ช่วงวัยกำลังเรียนมหาลัยปีแรก ๆ คิดถึงเพื่อน ๆ สมัยนั้นที่ตะโกนแหกปากโวยวายกันตอนเล่นเกม ตอนที่คนเริ่ม ๆ ย้ายมาใช้ Discord จากเดิมที่ใช้ Skype (ถ้าใครจำได้ มันจะเป็นช่วงที่ MSN โดน Skype แดกไปพักนึง) มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ๆ ในช่วงชีวิตหนึ่งของเรา ก็เลยอดคิดถึงช่วงเวลาที่เล่น Zero Company ไม่ได้

ด้วยความที่โตมากับ Prequel Trilogy และการ์ตูน Star Wars: The Clone Wars คำนิยามว่า "ได้กลับบ้าน" มันก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก ทุกวันนี้ก็ยังรักความกาวและความหลุดโลกของบทใน Attack of the Clones ที่หลับตายังได้ยินเสียงพี่ชาคริตพูด "ข้าไม่ชอบทราย" หลอนหูมาอยู่ทุกวันนี้ และเชื่อว่าคนปลายเจนวายต้นเจนซีอย่างเราทุกคนมีความรู้สึกดี ๆ ให้แก่ Star Wars ยุค Prequel Trilogy

ถ้าใครรักโลกของ Star Wars และ XCOM หรืออยากลองเกมแนว Turn-based Tactics ที่มีเนื้อเรื่องซึ้ง ๆ ช่าว่าห้ามพลาด


Onimusha: Way of the Sword

นิยามสามพยางค์: "โครต-ผิด-หวัง"

Onimusha: Way of the Sword เป็นเกมที่เรารู้สึกย้อนแย้งกับตัวเองอยู่พอตัว ในมุมนึงถามตัวเองว่าตอนเล่นสนุกไหม ก็สนุกแหละ ถ้าไม่สนุกคงเล่นไม่จบไปแล้ว พอเรานึกถึงและตกตะกอนกับเกมนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็ทำให้เราชอบเกมนี้น้อยลงไปเรื่อย ๆ

พี่ Miyamoto Musashi ไม่แค่แบกความหวังของคน แต่แบกเกมอย่างหนักมาก

สำหรับช่า ช่าว่าพี่ Musashi ค่อนข้างที่จะแบกทั้งเกมไว้อยู่คนเดียว ด้วยความกวนตีนของนาง และเนื้อเรื่องจากคนต่อสู้ไปวัน ๆ เบ่งชาวบ้าน สู่วีรบุรุษที่เข้าใจถึงความหมายของคำว่า "พลัง" และ "หน้าที่" ที่แท้จริง มันเป็นเนื้อเรื่องง่าย ๆ ที่ทำออกมาได้ดี ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้แก่คุณ Yoshimasa Hosoya และ Kenichiro Thomson ที่พากย์เฮียแกได้อย่างดีเยี่ยมทั้งภาษาญีุ่่ปุ่นและอังกฤษ กับทีมงาน Capcom ที่ปั้นหน้าตาของคุณ Toshiro Mifune ออกมาได้กวนตีนสมมงคาแรคเตอร์ของ Musashi โดยเฉพาะการเล่นหูเล่นตาของตัวละคร โครตฟินบอกเลย

ดูหน้าเฮียแกตอนช็อค Capcom ตีโจทย์ตรงนี้แตกละเอียด บอกเลย โครตดี

... ซึ่งนอกจากนั้นแล้วเราก็ไม่ค่อยชอบอะไรเกี่ยวกับเกมนี้ (อ้าว !?) เพราะเราคิดว่าลูปการเล่นของเกมนี้มันค่อนข้าง น่าเบื่อ พอตัว

แต่ก่อนจะบ่นก็ต้องขอชมระบบดาบที่ทำออกมาได้ดีมาก มันเป็นระบบที่ค่อนข้างจะตรงไปตรงมา ตัว Way of the Sword จะแตกต่างจาก Onimushaa ภาคก่อน ๆ ด้วยที่มีอาวุธแค่แบบเดียว (ในขณะที่ภาคอื่นมีแบบอื่นให้เลือกใช้ สนุกตรงนั้นแหละ) นั่นก็คือดาบซามูไร ที่มี Input ง่าย ๆ อย่าง Light Attack, Heavy Attack, Block, Parry, Deflect และ Dodge และการกลับมาของระบบ Issen ที่เป็นการเคาน์เตอร์การโจมตีของศัตรู เวลาเรากดปุ่มโจมตีก่อนที่ศัตรูจะฟันโดนเรา

ทาง Capcom ก็ไม่ได้ลืมว่าเกม Onimusha มันต้องมีอาวุธเบียว ๆ เยอะ ๆ ให้เลือกใช้ ก็เลยใส่ระบบ Oni Armaments เข้ามาแทน ซึ่งมันเป็นเหมือนท่าสกิลที่พี่ Musashi ต้องเก็บเกจเพื่อที่จะใช้ มีให้ใช้ถึง 8 รูปแบบ แต่ละอันก็มีน่าที่แตกต่างกัน อย่างเช่นค้อนคู่ Earth Shakers ที่เอาไว้ใช้สตั้นบอสตัวใหญ่ ๆ หรือง้าว Wind-Whipper เอาไว้เคลียร์ Gemma ระดับกีกี้แบบเร็ว ๆ

อย่างเฟี้ยว

ช่ายอมรับเลยว่าระบบดาบมันดีไซน์ออกมาได้ดีและมีมิติ เล่นไปก็เข้าใจถึงแนวคิดของทางทีมงานเลยว่าทำไมเฮีย Musashi ไม่มีอาวุธอื่น ๆ ให้ใช้ประจำเหมือนภาคก่อน ๆ

ปัญหามันอยู่ที่ว่า ระบบดาบอย่างนี้ ถ้าเป็นเกม Linear (แนวเส้นตรง) ที่มีความยาว 12-15 ชั่วโมง ยังไงมันก็เล่นเพลินและไม่เบื่อ แต่ว่า Way of the Sword มันดั้นเป็นเกมที่มี Semi-Open World และ Side Quests แบบเกม MMORPG ตกสมัยเนี่ยสิ มันเลยทำให้ประสบการณ์การเล่นมันเริ่มดรอปลงไป

พี่สาว Murasaki จะสวยขนาดไหน ก็ไม่ได้ช่วยให้ Fetch Quest พี่กากน้อยลงนะ

Way of the Sword เป็นเกมที่ออกแนว บังคับ ให้ผู้เล่นต้องทำ Side Content เพื่อที่จะได้อัพเกรดต่าง ๆ ไม่ว่าจะอาวุธหรือหลอดเลือด และต้องฟาร์มมินิบอสเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เพื่อจะได้ของมาอัพเกรดตัว Musashi มันก็ทำให้การเล่นเกมนี้นอกเนื้อเรื่องหลักมันค่อนข้างน่าเบื่อหน่าย และทำให้จุดแข็งของเกมเพลย์อย่างระบบดาบนั้น กลายเป็นสิ่งที่รู้สึกว่ามันจำเจพอสมควร ด้วยการที่เรามีมูฟเซ็ทแค่นี้ แต่ต้องสู้กับ Gemma หน้าเดิม ๆ และ Mini-Boss ตัวเดิม ๆ เพื่อมาอัพเลเวลพี่ Musashi

เราว่าปัญหานี้มันจะไม่ได้แย่ขนาดนี้ ถ้า Way of the Sword ให้เราใช้ มากกว่าดาบ เหมือนเกมก่อน ๆ เพราะอิสระในการเล่นอย่างน้อยมันจะช่วยให้เราไม่รู้สึกว่า Side Quest ที่ให้เราเดินไปจุด B คุยกับชาวบ้าน 3 ประโยค ตีมอน 1 หมู่ เดินกลับ มันน่าเบื่อจนเกินไป

จำหน้า Byakue เอาไว้ เพราะจะให้มันอีก 10 กว่ารอบ บอกเลย

ด้วยความที่เราต้องใช้เวลาประมาณ 25 ชั่วโมงกับตัวเกมนี้ แต่ดันมีแค่ดาบเล่มเดียว มันเลยทำให้เราจับไต๋บอสต่าง ๆ ของเกมนี้ได้เร็วพอตัว กลายเป็นว่าระบบ Issen, Dodge, Parry มันเป็นระบบที่แทบจะไม่ต้องใช้ เพราะว่าเกมมันให้รางวัลผู้เล่นที่เน้น Deflect อย่างเดียว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทำง่ายมาก เพียงแค่เรากดปลุ่ม Block ค้างเอาไว้ รอจังหวะของศัตรูที่กำลังจะตีเรา และกดปุ่มง่าย ๆ นิดเดียว ก็สามารถ Stagger บอสได้ภายในมีกี่ Deflect

สไตล์การเล่นแบบนี้มันแทบจะไม่มีข้อเสียเลย และตอบโจทย์บอสไฟท์ต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งถ้าถามว่า "อือ แล้วทำไมไม่ลอง Issen ดูละ ?" ช่าก็มีคำตอบให้ง่าย ๆ ว่า "รางวัลการกด Issen มันไม่คุ้มกับการพลาด"

เราเสียดายมาก ๆ ที่เกมมันออกมาเป็นประมาณนี้ เราคิดว่าบอสดีไซน์ต่าง ๆ มันเท่เลยแหละ และบอสแต่ละตัวดูตระการตาเวลาสู้ด้วยมาก ๆ โดยเฉพาะคู่พี่น้องเวรตะไล (ถ้ายังไม่ได้เล่น อยากให้เล่นไปเจอเองว่ามันคืออะไร) แต่ด้วยความที่มันแทบจะไม่ต้องใช้ระบบป้องกันอย่างอื่นเลย (นอกจาก Dodge ในบางครา) มันเลยทำให้บอสไฟท์เหล่านี้กร่อยในช่วงหลัง ๆ เหมือนกัน

แต่ถ้าถามว่าเล่นจนจบไหม ก็จบนะ 555+

ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะความคาดหวัง ภาพจำ หรือความยาวของเกมที่ยาวเกินไปจนข้อเสียมันชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทุกชั่วโมงที่ได้เล่น แต่ Onimusha: Way of the Sword เป็นเกมที่ทำให้เราผิดหวังพอตัว

ความผิดหวังมันไม่ได้มาในเชิงว่าเกมมันไม่ดี ซึ่งเอาจริง ๆ เราไม่แปลกใจด้วยซ้ำที่มีคนรักเกมนี้กันเยอะมาก ๆ คือเกมมันมีเสน่ห์ของมันจริง ๆ โดยเฉพาะเฮีย Musashi แกแม่งเท่จริง แต่เราผิดหวังที่เราไม่ชอบเกมนี้ เหมือนสั่งพิซซ่าแล้วเค้าใส่ทุกอย่างที่เราชอบเข้ามาบนหน้า แต่พอกินจริง ๆ แล้วมันไม่อร่อยเหมือนที่คิดในหัว ซึ่งจะบ่นก็บ่นไม่ได้เต็มปาก เพราะเราเข้าใจแนวทางของมัน แต่มันก็ชอบไม่ลงจริง ๆ

อย่างไรก็ตามแต่ สองมือที่ช่าพิมพ์ก็ไม่เท่าสองมือคุณที่จับจอย ลองกันเองก่อน เผื่อจะโดนเส้นพวกคุณนะ


CONTROL Resonant

นิยามสามพยางค์: "รี-เดม-ชั่น"

CONTROL Resonant เป็นเกมที่เราเชื่อว่าหลายคนจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นติ่งค่ายเกมสุด
อินดี้อย่าง Remedy หรือสายเกมที่ชอบงานอาร์ต ก็เชียร์อยากเห็นเกมนี้แมสกันทั่วหน้า

เราว่าในยุคที่มีแต่คอนเทนต์เรจเบต เน้นด่ากันด้วยความเกลียดชัง ปรากฏการณ์การเชียร์เกมสักเกมหนึ่งมันเป็นอะไรที่ทั้งน่ารักและค่อนข้างที่จะ Restore Faith ที่เรามีให้แก่สังคมคนเล่นเกมโดยรวม นาน ๆ ทีเราจะจับกลุ่มกันชูเกมแทนที่จะดึงมันลงกัน เพราะไม่มีใครอยากให้ค่ายเกมอย่าง Remedy ที่ตอนนี้บอกได้เลยว่า ลำบากทางการเงิน ต้องปิดตัวลงหรือขายตัวเองให้กับนายทุน

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกยิ้มกับเรื่องนี้นอกจากเรื่องในโลกจริงของ Remedy แล้ว มันคือการที่ CONTROL Resonant เป็นเกมที่เกี่ยวกับ Redemption (การไถ่บาป) ของ Dylan Faden น้องชายของ Jesse Faden ที่เราได้เล่นใน CONTROL ซึ่งตัว Dylan Faden เป็น Tragic Villain (ตัวร้ายที่เหตุผลสุดน่าเศร้าที่ทำให้เค้ากลายเป็นตัวร้าย) ของภาคแรก หลังจากที่เค้าโดน FBC จับตัวเค้าไปทดลองตั้งแต่เด็ก ซึ่งเหตุการณ์ใน CONTROL ภาคแรกมันเป็นยังไงนั้น แนะนำว่าให้เล่นด้วยตัวเอง ก่อนมาต่อที่ Resonant กันนะ

แนะนำให้เล่น Control ภาคแรกก่อนจริง ๆ ไม่งั้นคงไม่อินขนาดเรา

ใน CONTROL Resonant สิ่งที่เราสัมผัสได้คือการที่คุณ Ashley Smith และ Mikael Kasurinen สองนักเขียนหลัก (และคุณ Mikael ได้เป็นผู้กำกับด้วย) ของเกมนี้ เลือกที่จะใช้การเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา ย่อยง่าย ไม่ซับซ้อน เพื่อเล่าเรื่องการ ไถ่บาป ของ Dylan ผู้เลือกที่จะใช้ความสามารถของตัวเอง ที่เคยเป็นว่าที่ผู้อำนวยการ Federal Bureau of Control ช่วยเมือง Manhattan ให้กลับมาเป็นปกติให้ได้ หลักจากมีเหตุการณ์ที่เรียกว่า The Patterning ทำให้เมืองมันกลับตาลปัตรไปหมด จากหน้ามือเป็นหลังตีน อะจ๊าก

การตีความส่วนตัวของเราคือเกมนี้นอกจะเกี่ยวกับเรื่องที่ Dylan อยากจะทำทุกอย่างเพื่อขอโทษทุกคนแล้ว แต่มันก็เป็นการที่ตัว FBC ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อขอโทษตัว Dylan ด้วย ซึ่งอีก Symmetry ของการยอมรับว่าตัวเองทำอะไรในอดีต แต่ไม่ให้อดีตมันกำหนดว่าเราคือใครในวันนี้ เราถือว่าเป็น Core Message ของ CONTROL Resonant เลยก็ว่าได้ และพวกเค้าทำมันออกมาได้ดีจนซึ้งและเสียน้ำตาไปได้อยู่หลายจุด

ด้วยความที่ยังเป็นเกมของค่าย Remedy ตัวเกมก็ยังเอาใจสาย Lore ด้วยการเล่าเรื่องเพิ่มเติมผ่านเอกสารต่าง ๆ ให้อ่าน เปิดเผยความลับที่ทำให้หลาย ๆ คนโกรธแค้นหนึ่งในตัวละคร Fan Favourite ที่ขออุบไว้ว่าใคร (อยากให้เจอกับตัวเองจริง ๆ แต่เชื่อว่าคนที่เล่นจบแล้วรู้กันแน่นอน)

ช่าว่า CONTROL Resonant เป็นหนึ่งในเกมที่สวยที่สุดของยุคคอนโซลเจนนี้ มันน่าทึ่งตรงที่ว่าเกมสเกลใหญ่ขนาดนี้สามารถทำให้โซนต่าง ๆ มันดูทั้ง Unique และน่าดึงดูดได้

อาร์ตไดเรคชั่นเกมนี้โหดจริงแท้ มันมีความ Abstract สูง มีการใช้ Visual หลอกตาเยอะ ๆ มีการเล่นมุมกล้อง ไม่ว่าจะเป็นเมืองกลับหัว อพาร์ทเม้นท์หลอกตา หรือย่านเมืองที่มีแต่เชื้อรา มันต่างทำให้เกมดูมีความลึกลับและมีความขลังแปลก ๆ และเนื้อธรรมชาติ เข้ากับตัวเนื้อเรื่องและองค์กรของ งานของ FBC ที่ต้องดีลกับสิ่งแปลกประหลาดอยู่เสมอ

สวยอย่างนี้ วาดซะเบย

เอาจริง ๆ ตอนแรกเรากลัวมากว่าเราจะเล่นเกมนี้ไม่ได้ เพราะถ้าใครเห็นเกมในตัวอย่างต่าง ๆ ก็คงรู้ว่าตัวเกมมันมีมูฟเม้นที่ทั้งเร็วชวนอ้วกแตกแล้ว ทางทีม Remedy ใช้ Visual ที่มี Motion Blur ใส่เข้ามาเยอะมว๊าก เพื่อทำให้มีเอฟเฟคความเหนือธรรมชาติ ซึ่งตัวช่ามีปัญหาเกี่ยวกับสายตาพอตัว และมีอาการที่ชื่อว่า Vertigo (อาการเวียนศีรษะบ้านหมุน) อยู่บ่อยครั้ง เช่นถ้าเราเล่นเกม FPS ที่มี Head Bopping เยอะ ๆ (กล้องขยับขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนคนเดินจริง) พอมองนาน ๆ แล้วอ้วกจะแตก

ต้องพูดตรง ๆ เลย เวลามองภาพนี้แล้วมันมึนจริง ๆ แต่ตอนจับจอยเล่น เราโฟกัส Dylan เป็นหลัก เลยไม่มึน

ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า Remedy ทำการบ้านมาอย่างดีเยี่ยม เพราะพอได้จับจอยเล่นจริง ๆ แล้ว ก็สามารถโฟกัสน้อง Dylan เป็นจุดกลางได้ พร้อมกับ Camera Work ที่เอาจริง ๆ คิดมาละเอียดสุด ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เล่นอย่างเต็มที่ หมดข้อกังขากับเรื่องเวียนหัว 100% เลยละ

ที่ประทับใจสุด คือเวลามีกำแพงกัน แล้วกล้องมันจะทำให้กำแพง transparent เพื่อให้เราเห็นน้อง Dylan ได้ แบบ Remedy โครตละเอียดกับตรงนี้

เรื่องเกมเพลย์ CONTROL Resonant เป็นเกมที่ให้อิสระผู้เล่นอย่างเต็มที่ ด้วยความที่เกมมี "ของเล่น" ให้ผู้เล่นได้เลือกและบิวท์คอมโบได้อย่างตามใจตัวเอง ช่าเลยคิดว่าประสบการณ์การเล่นเกมนี้ของหลาย ๆ คน ไม่เหมือนกันแน่นอน

ตัว Dylan ได้รับอาวุธหลักที่มีชื่อ Aberrant ในช่วงต้นเกม ดูผ่าน ๆ มันเหมือนคมแฝกก๊อกแก๊กคู่หนึ่ง แต่ที่จริงแล้วมันคือ Object of Power (ของทรงพลัง) ที่เปลี่ยนเป็นอาวุธได้ตามใจ Dylan เลยก็ว่าได้

ความเจ๋งมันอยู่ตรงการที่ผู้เล่นสามารถเลือกฟอร์มของ Aberrant ได้แบบตามใจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Light Attack แบบต่อย ดาบคู่ หรือเคียว Heavy Attack แบบค้อน แส้ หรือ ทวน และ Combo Finisher อีก 6 แบบ เราก็เลือก Mix & Match มันเองได้หมด แล้วแต่ว่าอยากเล่นแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นสายติดคริ สายเอาค้อนตีทีเดียวร่วง หรือจะเป็นสาย Status Effect ก็มีแนวทางให้เลือกเล่น

ซึ่งการเลือกอาวุธมันก็มาพร้อมกับ Talent Tree ที่ใหญ่มาก ๆ เพื่อเสริมความแรงของบิวท์เราและระบบ Combat Ability ที่มีทั้งการ Summon เชื้อรามาช่วยเราสู้ หรือทำโล่หินที่ระเบิดและ Stagger ศัตรูได้ ก็มีให้เลือกใช้แล้วแต่ความชอบส่วนตัวเลยละ

ถ้าพูดแค่เรื่องของเกมเพลย์ เราว่าสนุกที่สุดในบรรดาเกมของ Remedy แล้ว และมันเป็นอะไรที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งที่อยู่ดี ๆ บริษัทที่ไม่เคยทำเกมแนว Action แบบ Melee Combat มาก่อน ทำเกมแรกก็ปังซะขนาดนี้เลย

ส่วนเนื้อเรื่องของ Dylan มันก็ซึ้งจนกินใจจริง ๆ ตลอด 40 กว่าชั่วโมงที่ได้เล่น ไม่มีโมเม้นต์ไหนที่เราไม่เชียร์น้อง แถมเผลอ ๆ ต้องมานั่งโกรธแทนตัวน้องอีก เข้าใจความรู้สึกของ Zoe คู่จิ้นน้องเลย อารมณ์มึงเหนื่อยขนาดนี้ละ มึงต้องได้อะไรดี ๆ ในชีวิตตอบแทนบ้าง 555+

เป็นแฟนกัน เป็นแฟนกัน เป็นแฟนกัน 555+

อ้าว ยังอ่านอยู่อีกหรอ ไปเลย ไปเล่น CONTROL Resonant กันเลย เชอะ


ขอบคุณที่อ่านจนจบนะ

พิมพ์เพลินจนยาวขนาดนี้ ใครอ่านมาถึงตรงนี้ก็ขอขอบคุณ กราบงาม ๆ สามที รักนะจ๊วบ ๆ

อยากให้ติดตามรอรีวิวตัวเต็มของ Trails in the Sky 2nd Chapter และโปรเจคเกี่ยวกับประเด็น Alt Right ในวงการเกม บอกเลย ช้าหน่อย แต่มาแน่ !

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเล่นเกมกันนะคะ จ๊วบ

Read more

Preview แรก Graveyard Keeper 2! (จริง ๆ ก็คือ Review Demo เฉย ๆ แต่เขียนแบบนี้แล้วเหมือนสำนักข่าวเกมดี)

Preview แรก Graveyard Keeper 2! (จริง ๆ ก็คือ Review Demo เฉย ๆ แต่เขียนแบบนี้แล้วเหมือนสำนักข่าวเกมดี)

เมื่อปี 2018 โลกได้พบกับเกม Simulator Management สุดแหวก ที่ให้ผู้เล่นได้สวมบทบาทเป็นสัปเหร่อ หรือ Graveyard Keeper แม้ตัวเกมจะมีระบบน่าสนใจมากมาย เช่น การแล่เนื้อศพไปขาย ระบบเล่นแร่แปรธาตุที่มีทั้งการบัฟตัวละคร ทำให้ศพสวยขึ้น(?)  กระนั้น เหล่าผู้เล่

By Mantra