เพิ่งเล่นจบ #16: Doom: The Dark Ages
"อาจจะเป็นเพราะว่าความคาดหวังมันสูงขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้ DOOM: The Dark Ages เป็นเกมที่ไม่ได้ถูกใจช่ามาก มาอ่านกันได้ว่าทำไมรู้สึกอย่างนั้น"
ถ้าให้พูดตรงๆ กับ DOOM: The Dark Ages ช่าไม่รู้จะพิมพ์อะไรมากมายนอกจาก "it’s more DOOM bro"
ถามว่า อ้าว มันดีไม่ดียังไงละ ก็ต้องตอบตรงๆ ว่า ตลอด 16 ชั่วโมงที่เล่น DOOM: The Dark Ages ช่าสนุกกับการยิงปีศาจไส้แตกมาก แถมได้ฟังเพลงเมทัลคอร์ที่ชอบๆ ในเพลย์ลิสตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันฟินสุดๆ

แต่พอมานั่งจะพิมพ์เกี่ยวกับตัวเกมแล้ว มันก็ไม่ค่อยมีอะไรจะอธิบายมากนอกจากความชอบหรือความประทับใจเหล่านั้นแหะ ไม่รู้ว่าด้วยเพราะกระแสเรื่องวงการเอย หรือ influence อะไรบางอย่างรอบข้าง มันทำให้ช่ารู้สึกอะไรแปลกๆ กับ DOOM: The Dark Ages กระมัง
รีวิวรอบนี้อาจจะแตกต่างจากการพิมพ์รีวิวอื่นๆ ตรงที่ช่าอาจจะไม่ได้พูดถึงตัว DOOM เองเยอะสักเท่าไหร่ ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะ

สิ่งที่ชอบก่อนเลย
ก่อนอื่น พูดเรื่องเกมเพลย์ก่อนเลยละกัน
ต้องเข้าใจก่อนว่าช่าคิดว่าตั้งแต่ reboot 2016 มา The Dark Ages มันเป็นภาคที่ช่าคิดว่าช้าที่สุด ซึ่งทำให้มันใกล้เคียงกับ DOOM ยุคแรกที่กว่าลูกไฟจะมาถึงตัวเราก็ใช้เวลาพอสมควรอยู่ ไอ้ความช้าตรงนี้สำหรับช่ามันไม่ใช่ข้อเสียอะไรเลย เพราะทาง id Software ก็เหมือนจะรู้ว่าคนอาจจะไม่ค่อยอินกับสปีดนี้ เลยจัด slider ความยากตัวเกมให้แบบเต็มรูปแบบ ปรับได้สากกะเบือยันเรือรบ ตั้งแต่ game speed ไปถึงดาเมจ ซึ่งปรับโกงเกมเล่นๆ แล้วสนุกมาก ลองเล่นด้าน 5 ใหม่กับดาเมจ 300% แล้วอย่างฟิน

เมื่อมองด้วยตาเปล่า ทุกคนก็จะเห็นว่ารอบนี้ Doomguy มาพร้อมกับโล่ ซึ่งเป็น feature ใหม่ที่ทำให้ตัวเกมมันรู้สึกสมบูรณ์ขึ้นมามาก โล่ไม่มีไว้แค่ block หรือ parry แต่มันยังเป็นเครื่องมือให้เราเคลื่อนไหวรอบแมพได้อย่างรวดเร็ว แถมยังปาได้อย่างกับว่า Doomguy เป็น Captain America รู้สึกเท่ขึ้นมาทันตาเห็น

และถ้าใครได้เล่น Eternal แล้วรู้สึกว่า pacing มันนรกสมกับ setting หลักของ DOOM แล้วละก็ บอกได้เลยว่า The Dark Ages แก้ตรงนี้ได้อย่างฉลาด กับการให้ของเล่นเรามาทีละชิ้น เกือบทุก chapter เราจะได้อะไรใหม่ๆ มาเล่น และเกมนี้ก็ใจดีกับระบบ upgrade เพราะของอัพเกรดมันก็ได้ง่ายๆ ถึงแม้ไม่ได้สำหรวจ map หา secret อะไรเยอะ ก็จะมีของพอให้อัพ (เอาจริงๆ ช่าก็เก็บ secret เกือบครบแหละ) เรื่อยๆ มันเปลี่ยน behaviour ปืนมากพอที่ทำให้เรารู้สึกว่า เย้ย เราแกร่งขึ้นไม่เกรงใจใครมาอีกขั้นแล้ว

ตรงที่ขัดใจ: ความไม่มีอะไรนอกจาก gameplay
ระหว่างเราพิมพ์รีวิวนี้เราได้ไปอ่านรีวิวเกมนี้ของคุณเน็กซ์ในเว็ป GamingDose มา แล้วเค้าก็พูดเข้าเป้าเลยว่ามันเป็นเกมเซอร์วิสคนที่เล่นภาคเก่าๆ มาก่อน ไม่งั้นงงแดก
เกมมันมีความเป็นหนัง MCU ในระดับหนึ่ง ที่เหมือนแพนกล้องหรือพูดนู้นนี้ สะกิดคนเล่นแล้วถามว่า “มึงเก็ทเนาะ ใช่ไหมๆ” แบบ อือ เก็ทแหละ 555+ แต่ถ้าใครไม่ได้เล่น 2016 หรือ Eternal อาจจะมีงงๆ เพราะเกมไม่ได้อธิบายอะไรได้ละเอียดเลย

ส่วนธีมหลักที่เกี่ยวกับการปลดพันธนาการ ก็ทำได้ไม่ค่อยถึงเท่าไหร่ ซึ่งมันก็พูดได้ว่า DOOM อะนะ แต่เนี่ยแหละที่ขัดใจช่ามากๆ
เหมือนที่บ่นๆ ไปว่า สื่อเกมมันไปไกลมาก เราได้พัฒนาการไปไกล จนฟอร์แมตนี้มันได้การยอมรับว่ามันไม่ได้เป็นคือสื่อ entertainment ของเด็ก เพราะมันเป็นมากกว่านั้นไปแล้ว
ช่าไม่ได้อยากว่าทีมงาน id Software หรือจะพูดว่าเกมมันไม่ดีที่เนื้อเรื่องอ่อน แต่ช่าก็อดคิดไม่ได้ว่า ข้ออ้างที่ว่า “อ้าว ก็ช่าเล่น DOOM ไง มันไม่ค่อยมีเนื้อเรื่องอยู่แล้ว” มันฟังดูขึ้นขนาดนั้น

เพราะ The Dark Ages มันเป็นได้มากกว่านี้ ในฐานะที่มีงบเยอะ และราคาก็ยังแรงมาก (70 ดอล/2310 บาท) การที่อ้างว่าตัดระบบ multiplayer มาโฟกัสกับ singleplayer experience มันฟังดูไม่ขึ้นจริงๆ จะมองว่าช่าซื้อ McDonald’s แต่หวังอาหาร gourmet ก็ได้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า McDonald’s มันต้องมาตรฐานแค่นี้อะ เนื้อมันดีกว่านี้ได้ ขนมปังมันอร่อยกว่านี้ได้ เซ็ทหนึ่งมันแพงนะเฟ้ย
เห้อ เหมือนมาบ่นอะรอบนี้ 555+
เป็นเกมที่รู้สึกว่ามันผ่านมาและผ่านไป เล่นจบแล้วมันออกจากหัวไปเลย ไม่มีอะไรให้คิดต่อ เพลงก็ไม่ค่อยติดหูตั้งแต่มีปัญหากับตา Mick Gordon (จนตัดสินใจไปฟัง Knocked Loose กับ Loathe บน Spotify ดีกว่า) แล้วเนื้อเรื่องที่รู้สึกกลวงๆ (นอกจากจะชี้เป้าบอกเราว่า เห้ยๆ จำได้ใน นี่มัน ref จาก 2016/Eternal ไง) มันก็เลยรู้สึกผิดหวังในระดับหนึ่ง เมื่อทุกอย่างมันตกตะกอนแล้ว

ถ้าใครมีเกมพาส ช่าว่าลองได้ไม่เสียหายอะไรเลย ช่าก็ต้องยอมรับว่า 16 กว่าชั่วโมง มันก็มีโมเม้นต์สนุกๆ ตลอด
อาจจะเป็นเพราะว่าความคาดหวังมันสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะโดนสปอยกับเกมที่ยกระดับเกมมาเรื่องๆ ตั้งแต่ The Veilguards และ Metaphor ปลายปีที่แล้ว มาเจอหลายเกมที่โดนอกโดนใจปีนี้อีกเยอะแยกมากมาย มันเลยทำให้ DOOM: The Dark Ages กลายเป็นเกมที่รู้สึกธรรมดาไปเลย
