ข่าวคราวเงียบหายไปสองสามเดือน นึกว่าไปได้ดี โถ่ช่าน้องหนีระเบิด
"ระเบิดก็ต้องหลบ เกมก็ต้องเล่น มาเม้าท์มอยกันหน่อยเกี่ยวกับ Resident Evil Requiem, Welcome to Doll Town, Demon Tides และ People of Note"
ด้วยเหตุที่ต้องเดินทางเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ยันวิ่งหนีหลบระเบิดในตะวันออกกลาง (ไม่ได้แย่ขนาดนั้นเอาจริง เราปลอดภัยดี) แถมต้อง catch up กับงานอีก อย่าว่าแต่เขียนรีวิวเลย อารมณ์จะมานั่งเล่นเกมจริงจังแทบจะไม่มีเลยในช่วงนี้
ซึ่งมันคงเป็น coping mechanism หรืออะไรสักอย่างในตัวที่เราไม่ค่อยเข้าใจ ถึงแม้ตัวเองรู้สึกได้ว่าไม่ค่อยมีอารมณ์เล่น แต่พอได้ดู playtime ใน Steam ของตัวเองก็มานั่งตกใจว่าเราได้ใช้เวลาเป็นร้อย ๆ ชั่วโมงในสองเดือนที่ผ่านมา เล่นเกมจบไปได้ถึง 7 เกม

เอาจริงปีนี้ตั้งใจไว้อย่างดิบดีว่าจะเขียนเดือนละสองรีวิวช่วงหวยออก ในหัวตัวเองคิดว่ามันน่าจะตลกดี เป็นกิมมิคแบบ “เห้ยคุณ โดนหวยแดกไม่เป็นไร มาอ่านรีวิวเราแก้เซ็งกัน” แต่พอมาเจอเรื่องอะไรไม่รู้เยอะแยะในช่วงนี้ ถ้าให้พูดตรง ๆ มันทำให้สุขภาพจิตเราค่อนข้างจะเสียในระดับหนึ่ง เกินกว่าที่จะรับไหว
ใจจริงก็อยากจะเขียนรีวิวเต็ม ๆ ให้ทั้ง ROMEO IS A DEAD MAN และ Demon Tides นะ (ซักวันหนึ่งคงจะย้อนมาเขียนแหละ) แถมยังมานั่งหงุดหงิดด้วยที่ไม่มีอารมณ์ที่จะมานั่งเขียนสักที แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง อีกลิสท์เกมที่เล่นจบมันก็ใหญ่เกินกว่าจะมาดองรีวิวยาว ๆ

มันก็เลยเกิดไอเดียขึ้นมาว่า “เธอก็เม้าท์มอยแบบสั้น ๆ ไปก่อนก็ได้ ประมาณสัก 4-5 เกมที่เล่นจบไปแล้วช่วงนี้” ถ้าให้พูดตรงๆ มันเป็นการเขียนเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น มันเหมือนการตีกันตลก ๆ ในหัว เพราะเรารักการทำเว็บนี้มาก ๆ แต่พอทิ้งช่วงแล้วมันเหมือนดูถูกความตั้งใจของตัวเองยังไงก็ไม่รู้ มันเลยเป็นลูปแปลก ๆ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอเข้าเรื่องเลยดีกว่า กับรีวิว 4 เกมแบบกระชับ 2 ถึง 3 ย่อหน้า ง่าย ๆ ได้ใจความ เลสโก้
Resident Evil Requiem
เป็นเกมครบรอบ 30 ปี ผีชีวะ ที่ทำออกมาได้สมศักดิ์ศรี ชอบความรู้สึกว่านี่คือเกมรวมฮิตแฟรนไชส์ที่ทำออกมาได้ดีกว่า Resident Evil Village (เกมนั้นเรารู้สึกว่าพวกพี่ Capcom ก็พาเฮีย Ethan ไปตะลุย multigenres เหมือนกัน 555+) อีบทจะน่ากลัวก็โครตน่ากลัว เพราะช่วงที่ต้องเล่นเป็น Grace คือบอกเลยว่า “ไม่ดีต่อใจ” อย่างแรง Capcom ไม่เห็นใจค่าคอร์ติซอลในร่างกายกูเลย ส่วนอีบทจะบู๊ก็บู๊แหลก น้า Leon ก็ยังเท่เสมอต้นเสมอปลาย โดดกระทืบซอมบี้ ยิงกระหน่ำ ฟันไม่ยั้ง ระเบิดกระจาย ตกลงนี่เป็นเกมซอมบี้หรือ John Wick ฟะ

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าตัวเองชอบเนื้อเรื่องมากกว่าชาวบ้านชาวช่อง เห็นคนบ่นกันเยอะว่าเนื้อเรื่องมันยังไม่สุด แต่เราคิดว่าตัวเกมมันสามารถที่จะสื่อพอยท์ต่าง ๆ ออกมาได้อย่างดีเลย (โดยเฉพาะเรื่องความหวังและการให้อภัยตัวเอง) ซึ่งเรารู้สึกว่ามันลึกมากยันชื่อตัวละคร1ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้อง Grace เองที่ชื่อแปลว่า “ความเมตตา” และ “พรจากพระเจ้า” หรือ Elpis ที่แปลว่า “ความหวัง” โดยรวมแล้วมันก็ตามสไตล์แฟรนไชส์ พล็อตแบบหนังเกรดบี มี one liner ลีออนฮา ๆ มีความ "เสี่ยว" ตามสไตล์ซีรีส์นี้ ถ้าชอบความกาวของภาค 4 5 และ 6 หรือในหนัง เกมนี้พีคมากๆ

ส่วนเดียวที่ไม่ค่อยชอบก็คงเป็นช่วงกลางเกมตอนที่ต้องเล่นเฮีย Leon ยาว ๆ เนี่ยแหละ รู้สึกว่ามันสะดุดเล็กน้อย แต่ในภาพรวมก็ถือว่าเป็นเกมที่ทำออกมาได้ปังสุด สมกับการฉลองครบรอบ 30 ปีแท้ ๆ
Welcome to Doll Town
ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องมันค่อนข้างจะโดนใจ เพราะเป็นการพูดถึงประเด็นการกลั่นแกล้งในโรงเรียนได้อย่างดี แต่มันไม่ใช่เกมที่ทำออกมาได้ดี (ยังไม่นับประเด็น AI ที่เป็นเรื่องใหญ่อีก)
นอกจากจะมีศัตรูทั้งหมดแค่ 4 ตัวแล้ว เกมนี้มันบัคเยอะมากๆ แถมยังไม่ระบบเซฟ ทำให้เราต้องเริ่มเล่นใหม่เพราะโดน soft lock กลางคัน

เราคิดว่าการขายมุกตลกโปกฮาและการใส่ homage ต่าง ๆ มันพาเกมไปไม่ได้ไกลหรอก อย่างมากเกมมันก็แค่ไวรัลไม่กี่เดือน แต่การโกหกผู้เล่นว่า นี่เป็นงานจากฝีมือของคุณ 100% แล้วดันมาทั้งใช้ AI และขโมย assets ของคนอื่นมา มันพาเกมคุณไปได้ไกลแน่ ๆ ในแง่ลบ

สำหรับเราเกมนี้มันเกินคำว่า “ผิดหวัง” ไปเยอะเลยแหละ ขอเงินคืนสิจ้ะ รออะไร (ใช่ มันสั้นจนเล่นจบแล้วยังมีเวลาขอเงินคืนบน Steam)
Demon Tides
ถ้าเฮียทรี @Aroundtheton มี Donkey Kong Bananza ในใจของเค้า น้องช่าก็ขอมี Demon Tides ในใจของน้องช่าละกัน

Demon Tides เป็นเกม 3D Platformer ภาคต่อของ Demon Turf (ไม่จำเป็นต้องเล่นภาคก่อน ก็เข้าใจเนื้อเรื่องได้!) ที่เราจัดว่าเป็นอีกเกมม้ามืดแห่งปี มีมุกตลกแนว Gen Z ที่ทำให้ฮาท้องแข็ง มีสไตล์ Counter Culture (วัฒนธรรมต่อต้าน) แบบคูล ๆ เป็นเกมแฟนตาซีที่มีลูกผสม Punk อย่างชัดเจน

ตอนแรกก็งงนะว่า Open-World Platformer มันจะออกมาเป็นยังไง คือเราต้องวิ่งเข้าหา Platform เองเพื่อเก็บของหรอ ? แต่กลายเป็นว่าด้วยระบบมูฟเม้นของตัวเองที่ลื่นไหลได้ง่าย และระบบอัพเกรดมูฟเม้นของน้อง Beebz ให้เข้ากับสไตล์ที่เราเล่น มันทำให้เรารู้สึกเหมือนเด็กอนุบาลที่วิ่งเข้าหาสนามเด็กเล่น โลดแล่นปีนโหนอย่างเมามันส์ เปลี่ยนทั้งแมพให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ไปโดยปริยาย

นอกจากระบบมูฟเม้นมันจะสนุกแล้ว แม้แต่พวก Collectibles (ของเก็บ) ในเกมนี้มันทำให้มีแรงจูงใจในการเล่นมาก ๆ เก็บเงินมาซื้อเสื้อให้น้อง Beebz ใส่แบบเก๋ ๆ หรือจะอัพเกรดสกิลต่าง ๆ ก็ดี เพลินมาก เป็นอีก Platformer ที่คนรักแนวนี้ห้ามพลาดจริง ๆ
People of Note
อีกหนึ่งเกมที่งงเหมือนกันว่าไปเจอมาได้ไง ถ้าเพจเพื่อนบ้านอย่าง Gamer in Freezer ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้เล่น (ฮั่นแน่ tie in อย่างงี้ก็ได้)

เป็นเกม Turn-Based RPG ฟอร์มเล็กที่มีความรักดนตรีเป็นเครื่องนำทางเลยก็ว่าได้ ทุกอย่างหมุนรอบความเป็น “ดนตรี” หมด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการตามล่าความฝันที่จะเป็นนักดนตรี ระบบคอมแบทที่ใช้ทฤษฎีอัตราจังหวะมาเป็น Turn Order มุกตลกเล่นคำที่มีการล้อ Pop Culture ผ่านการใส่ชื่อเพลงดัง ๆ ศิลปินดัง ๆ และวงดัง ๆ เยอะแยะมากมาย

น่าเสียดายที่งานอาร์ตอันสวยงามของตัวเกมและตัวละครที่น่าให้กำลังใจนั้น มันไม่พอที่จะแบกความคุณภาพของตัวเกมที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในองค์ที่สาม ไม่ว่าเนื้อเรื่องที่ออกทะเลอย่างงง ๆ ว่าพล็อตมันมาจากไหน หรือตัวบัคที่เริ่มพลุดขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงปลายเกม ก็ทำให้อรรถรสในการเล่นมันลดลงไปเยอะ เสียดายมาก ๆ เพราะนาน ๆ ที่จะมีเกมอินดี้จากสตูดิโอเล็ก ๆ ทำเกม Turn-Based RPG ออกมาได้ดีขนาดนี้ (แต่ genre นี้ กับองค์ 3 ที่ดรอปลง มันเหมือนจะเป็นของคู่กันไปซะแล้ว แง้)

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ก็ยังเชียร์ให้ลองเล่นกันดูนะ คุ้มค่าจริง ๆ
แล้วยังไงต่อละช่า?
การพิมพ์ทั้งหมดที่ผ่านมา เอาจริง ๆ มันเหมือนเป็นการสนองนี้ดตัวเองพอตัว มันเหมือนว่าเราแค่อยากพิมพ์เล่าเม้าท์กับเพื่อน ๆ หาไฟมาเขียนรีวิวต่อเหมือนที่เคยทำ ๆ ตลอดปีที่ผ่านมา

นอกจาก 4 เกมที่ยกมาเม้าท์แบบสั้น ๆ วันนี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายเกมที่เราได้เล่น (และได้เล่นจบไปแล้ว) อย่างเช่น Marathon, Overwatch 2, Homura Hime และ ROMEO IS A DEAD MAN ที่เรายังอยากพูดถึงแบบเต็ม ๆ ซึ่งก็มีแพลนที่จะเขียนไว้แล้วในอีกในอีกไม่กี่อาทิตย์

เพราะว่าเมื่อเดือนที่ผ่านมาคนที่ตามเราก็คงเห็นเราอวยเกมสร้างเมืองบีเวอร์ที่ชื่อว่า Timberborn ซึ่งเป็นเกมที่เราติดมาก ๆ ทั้งเดือน แถมตัวเกมมันยังมีประเด็นสงครามนิวเคลียร์อีกด้วย แล้วอีตรงนี้เนี่ยแหละ ที่ทำให้เราอยากเขียนถึงมันก่อน เพราะว่ามันอิมแพคกับเรามาก ๆ

ช่าว่าช่วงชีวิตนี้ มันเป็นช่วงที่ auto-pilot จริง ๆ นะ ถึงแม้ว่าจะงงว่า “เห้ย เราเล่นจบไป 6-7 เกมเลยรึ” แต่พอนึก ๆ ดู มันคงเป็น defensive mechanism ที่ทำให้เราหาความสุขใส่ตัวนั้นในภาวะอันตึงเครียด
เอาจริง ๆ ถึงแม้ว่าจะมีประกาศหยุดยิงก็ตาม แต่มันก็ยังมีความเสียวสันหลังตลอดเวลา แถมการที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเลบานอนต้องโดนยิงต่อ ๆ หลังจากมีการประกาศหยุดยิง ก็ทำให้เรารู้สึกแย่
ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามกัน ทั้งตัวช่าเอง เพจ Play-เยอะ และเพื่อน ๆ ของช่า ทุกคนตั้งใจทำทุกบทความ ทุกพอดแคสต์ ทุกโพส เพื่ออยากให้อย่างน้อยเรามีมุมเล็ก ๆ ในคอมมูเกมไทย ที่มันยังคุยกันได้อย่างดีงามและมีสติ
รักทุกคนนะคะ
